ขอเพียงอย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น

ขอเพียงอย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น

เมื่อต้องการความสุขที่ยั่งยืน
มาเป็นรางวัลตอบแทนการเกิดมาของชีวิต
เราไม่ควรที่จะให้จิตใจไหลลู่
ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์
ไม่ควรให้ความรู้สึกที่ติดลบมาเหยียบย่ำชีวิตจิตใจ
แล้วต้องทำให้เราเป็นได้แค่ผู้ยอมจำนน

การเรียกร้องเพื่อได้ครอบครองความสุขแต่ปฏิเสธที่จะอยู่กับความทุกข์
ชื่อว่าเป็นธรรมดาที่เราทุกคนล้วนมีความรู้สึกเช่นนั้น
เพราะเรามักจะคิดว่าความสุข เป็นสิ่งที่ชวนให้เข้าไปสัมผัส
แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่ควรผลักไสออกไปให้ ไกลตัว

แต่ผู้อ่านสังเกตไหมว่า แม้เราจะเกลียดความทุกข์
หรือต้องการหันหน้ามารักกับความสุขมากเพียงใด
แต่หากไม่เข้าใจวิธีสร้างสุขให้เกิดมีแก่ตัวเรา
และไร้วิธีปลดปล่อยความทุกข์ ให้ออกไปไกลตัว
เราก็ยังชื่อว่ามีความทุกข์ที่พร้อมจะทอดเงาไปกับเราอยู่ทุก เมื่อเช่นเคย

ผู้อ่านลองสังเกตต่อไปอีกว่า หลายครั้งที่เราชอบชี้บอกเพื่อให้คนอื่นมีความสุข
แต่หลังฉากของความสุขนั้น เรากลับต้องจมอยู่กับความทุกข์เสียเอง
เป็นประเภทหน้าชื่นแต่อกตรมอย่างน่าสงสาร

ทั้งที่บางครั้งปัญหาที่คนอื่นมองว่าใหญ่หลวงยิ่ง
เรากลับมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่น่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้แต่อย่างใด
เพราะเรามองสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเข้าใจ
และรู้จักวางใจที่จะทำความรู้จักกับปัญหาอย่างรู้เท่าทัน

ตรงกันข้าม เมื่อวันหนึ่งเราประสบกับปัญหา
ที่ทำให้ความทุกข์มากลุ้มรุ้มจิตใจ
เราเองกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ช่างเป็นเรื่องลำบากที่จะผ่านมันไป
ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นคนอื่นกลับมองว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ การจะแสวงหาความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจของเรา
จึงไม่ใช่ อยู่ที่การสัมผัสแค่ความสุขที่ได้รับเท่านั้น
แต่รวมถึงการทำความรู้จักความ ทุกข์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจอีกด้วย

เมื่อต้องการความสุขที่ยั่งยืน
มาเป็นรางวัลตอบแทนการเกิดมาของชีวิต
เราไม่ควรที่จะให้จิตใจไหลลู่
ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์
ไม่ควรให้ความรู้สึกที่ติดลบมาเหยียบย่ำชีวิตจิตใจ
แล้วต้องทำให้เราเป็นได้แค่ผู้ยอมจำนน

การเรียกร้องเพื่อได้ครอบครองความสุขแต่ปฏิเสธที่จะอยู่กับความทุกข์
ชื่อว่าเป็นธรรมดาที่เราทุกคนล้วนมีความรู้สึกเช่นนั้น
เพราะเรามักจะคิดว่าความสุข เป็นสิ่งที่ชวนให้เข้าไปสัมผัส
แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่ควรผลักไสออกไปให้ ไกลตัว

แต่ผู้อ่านสังเกตไหมว่า แม้เราจะเกลียดความทุกข์
หรือต้องการหันหน้ามารักกับความสุขมากเพียงใด
แต่หากไม่เข้าใจวิธีสร้างสุขให้เกิดมีแก่ตัวเรา
และไร้วิธีปลดปล่อยความทุกข์ ให้ออกไปไกลตัว
เราก็ยังชื่อว่ามีความทุกข์ที่พร้อมจะทอดเงาไปกับเราอยู่ทุก เมื่อเช่นเคย

ผู้อ่านลองสังเกตต่อไปอีกว่า หลายครั้งที่เราชอบชี้บอกเพื่อให้คนอื่นมีความสุข
แต่หลังฉากของความสุขนั้น เรากลับต้องจมอยู่กับความทุกข์เสียเอง
เป็นประเภทหน้าชื่นแต่อกตรมอย่างน่าสงสาร

ทั้งที่บางครั้งปัญหาที่คนอื่นมองว่าใหญ่หลวงยิ่ง
เรากลับมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ไม่น่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้แต่อย่างใด
เพราะเรามองสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเข้าใจ
และรู้จักวางใจที่จะทำความรู้จักกับปัญหาอย่างรู้เท่าทัน

ตรงกันข้าม เมื่อวันหนึ่งเราประสบกับปัญหา
ที่ทำให้ความทุกข์มากลุ้มรุ้มจิตใจ
เราเองกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ช่างเป็นเรื่องลำบากที่จะผ่านมันไป
ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นคนอื่นกลับมองว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ การจะแสวงหาความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจของเรา
จึงไม่ใช่ อยู่ที่การสัมผัสแค่ความสุขที่ได้รับเท่านั้น
แต่รวมถึงการทำความรู้จักความ ทุกข์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจอีกด้วย

พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่าธรรมชาติของชีวิตนั้น
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป
เมื่อใดที่เราเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของสิ่ง ต่างๆอย่างรู้เท่าทัน
ไม่หลงประเด็นในเรื่องราวที่ปรากฏ
เราย่อมเกิดปัญญาจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาเสมอ

แต่สำหรับคนทั่วไป เวลาประสบกับความทุกข์หรือปัญหา
เรามักปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจในมัน
โดยอาศัยการเบี่ยงเบนไปที่อื่น เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ที่มีอยู่
เพราะเราชอบคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า
ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้
โดยไม่ต้องลงมือแก้ไขที่จิตใจแต่อย่างใด
เราก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้เช่นกัน

หลายคนจึงชอบใช้วิธีเลี่ยงความทุกข์ ด้วยการไปทำอย่างอื่นแทน
อาจแสวงหา วัตถุเงินทองเพื่อมาบำบัดให้ทุกข์ทุเลา
เมื่อใช้วิธีหลบเลี่ยงอยู่นานวัน และรู้สึกว่ามันแก้ไขได้
เราจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละ คือเครื่องมือในการกำจัดทุกข์หรือปัญหาอย่างถาวร
ทำให้เราพลัดหลงจากความจริงที่ควรรับรู้อย่างน่าเสียดาย

เราจึงบ่ายหน้าไปสู่กับดักของความทุกข์
โดยที่เราเองก็ยินดีที่จะเป็นทาสรับใช้
ซึ่งเหมือนกับการนำชีวิตที่มีค่าไปฝากไว้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า
สุดท้ายเราจึงถูกทำร้ายให้เจ็บช้ำในเวลาต่อมา

ความสุขที่ควรจะเกิดขึ้นแก่เรา จึงเป็นพียงภาพลวงตาที่เราเข้าใจว่ามันใช่เท่านั้น
แม้วันหนึ่งเราอาจต้องการหนีออกไปให้ไกลจากความทุกข์ที่มาคุมขังเรา
ภาพลวงของความร้ายก็มักทำลายคุณค่าหลายๆ อย่างให้หายไปจากเรา
เกินกว่าจะกู้กลับคืนมาได้ดังเดิม

แต่เมื่อเรารู้จักสร้างความเข้าใจให้กับตัวเอง
รู้จักดูแลจิตใจอันเป็นหัวใจหลักของการมีชีวิตอยู่
ด้วยการอาศัยสติมาคอยดูแล
เพื่อให้ทุกอย่างได้ดำเนินไปอย่างเข้าใจ
นั่นชื่อว่าเรากำลังสร้างวิธีให้ใจของเราได้ทำหน้าที่อย่างที่มันควรจะเป็น

เป็นการให้ชีวิตจิตใจของเราได้เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีคุณค่า
เพื่อให้ชีวิตได้เป็นแหล่งพักของสิ่งต่างๆอย่างที่มันควรจะเป็น
โดยให้ใจได้ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา
แล้วทำการแยกแยะสิ่งดี และร้ายให้ออกจากกัน

พร้อมกันนั้น ก็ให้ใจได้เรียนรู้ทั้งด้านบวกและด้านลบของปัญหา
แล้วรู้จักที่จะสร้างปัญญา จากความยุ่งยาก
ที่เคยทำให้ผู้ที่ไร้สติครองน้ำตานองหน้ามาก่อน
ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เพราะรู้เท่าทันปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ

เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของชีวิตจิตใจที่เราได้ครอบครอง
ก็พร้อมที่จะแปรขบวนชีวิต ให้เป็นไปในกรอบของความดีงามตามวิถี
ซึ่งช่วยฟ้องให้เรารู้ว่าชีวิตมี ค่าเสมอหากเราเข้าใจมัน
หลายคนจึงชอบใช้วิธีเลี่ยงความทุกข์ ด้วยการไปทำอย่างอื่นแทน
อาจแสวงหา วัตถุเงินทองเพื่อมาบำบัดให้ทุกข์ทุเลา
เมื่อใช้วิธีหลบเลี่ยงอยู่นานวัน และรู้สึกว่ามันแก้ไขได้
เราจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละ คือเครื่องมือในการกำจัดทุกข์หรือปัญหาอย่างถาวร
ทำให้เราพลัดหลงจากความจริงที่ควรรับรู้อย่างน่าเสียดาย

เราจึงบ่ายหน้าไปสู่กับดักของความทุกข์
โดยที่เราเองก็ยินดีที่จะเป็นทาสรับใช้
ซึ่งเหมือนกับการนำชีวิตที่มีค่าไปฝากไว้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า
สุดท้ายเราจึงถูกทำร้ายให้เจ็บช้ำในเวลาต่อมา

ความสุขที่ควรจะเกิดขึ้นแก่เรา จึงเป็นพียงภาพลวงตาที่เราเข้าใจว่ามันใช่เท่านั้น
แม้วันหนึ่งเราอาจต้องการหนีออกไปให้ไกลจากความทุกข์ที่มาคุมขังเรา
ภาพลวงของความร้ายก็มักทำลายคุณค่าหลายๆ อย่างให้หายไปจากเรา
เกินกว่าจะกู้กลับคืนมาได้ดังเดิม

แต่เมื่อเรารู้จักสร้างความเข้าใจให้กับตัวเอง
รู้จักดูแลจิตใจอันเป็นหัวใจหลักของการมีชีวิตอยู่
ด้วยการอาศัยสติมาคอยดูแล
เพื่อให้ทุกอย่างได้ดำเนินไปอย่างเข้าใจ
นั่นชื่อว่าเรากำลังสร้างวิธีให้ใจของเราได้ทำหน้าที่อย่างที่มันควรจะเป็น

เป็นการให้ชีวิตจิตใจของเราได้เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีคุณค่า
เพื่อให้ชีวิตได้เป็นแหล่งพักของสิ่งต่างๆอย่างที่มันควรจะเป็น
โดยให้ใจได้ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา
แล้วทำการแยกแยะสิ่งดี และร้ายให้ออกจากกัน

พร้อมกันนั้น ก็ให้ใจได้เรียนรู้ทั้งด้านบวกและด้านลบของปัญหา
แล้วรู้จักที่จะสร้างปัญญา จากความยุ่งยาก
ที่เคยทำให้ผู้ที่ไร้สติครองน้ำตานองหน้ามาก่อน
ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เพราะรู้เท่าทันปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ

เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของชีวิตจิตใจที่เราได้ครอบครอง
ก็พร้อมที่จะแปรขบวนชีวิต ให้เป็นไปในกรอบของความดีงามตามวิถี
ซึ่งช่วยฟ้องให้เรารู้ว่าชีวิตมี ค่าเสมอหากเราเข้าใจมัน
พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
แม้จะถูกล้อมกรอบให้ลุ่มหลงในความเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เพียงใด
แต่พระองค์ ก็ไม่ยอมที่จะให้สิ่งร้ายๆมาครอบครองพื้นที่ชีวิตทั้งหมด

พระองค์ได้เรียนรู้ที่จะฝึกใจให้เข้มแข็ง
ด้วยการหมั่นไตร่ตรองข้อบกพร่องที่มีอยู่
เพื่อให้เห็นความจริงที่ชีวิตควรจะรู้จัก
จนเมื่อการฝึกฝนที่จะออกจากปัญหาสุกงอม
พระองค์จึงเลือกที่จะสละความเป็นเจ้าชาย
แล้วมาอยู่กับเหตุผลของคนธรรมดาที่สามารถบรรลุสัจธรรมในชีวิตได้

เหตุผลหลักที่ทำให้เจ้าชายผู้เคยอยู่สุขสบายในทางโลก
ได้เลือกเปลี่ยนมาอยู่กับความสุขสงบทางธรรม
เพราะพระองค์ได้เรียนรู้ว่า…
ตราบใดที่ชีวิตยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่
แม้วันนี้อาจรู้สึกว่ายังสุขสบายดี แต่หากความสุขนั้นเป็นของปลอม
เราย่อม บ่ายหน้าไปสู่ความทุกข์ในครั้งใหม่เช่นเดิม

แต่หากยอมเหน็ดเหนื่อยในวันนี้
ด้วยการฝืนทวนกระแสความคิดที่มาบังคับเพื่อ หลอกให้เราทำตาม
แม้เบื้องต้นอาจเหนื่อยล้าเพราะถูกปัญหารุมเร้า
แต่เมื่อฝึกฝนจนก้าวผ่านได้ ทุกหยาดเหงื่อของความรู้สึกที่เคยร้อนลน
ย่อมกลายเป็นน้ำฝนที่พร่างพรมลงมาให้เรารู้สึกเย็นใจได้ในทุกครั้งที่สัมผัส

ดังนั้น เมื่อต้องการความสุขที่ยั่งยืนมาเป็นรางวัลตอบแทนการเกิดมาของชีวิต
เราไม่ควรที่จะให้จิตใจไหลลู่ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์
ไม่ควรให้ความรู้สึกที่ติดลบมาเหยียบย่ำชีวิตจิตใจ
แล้วต้องทำให้เราเป็นได้แค่ผู้ยอมจำนน

แต่เราควรรู้จักเรียนรู้และทนฝืนความรู้สึกที่เป็นการตามใจ
ให้เปลี่ยนมาเป็นความต้องการที่จะฝึกฝืน
เพื่อให้ผ่านความรู้สึกที่เคยชื่นชอบ
ให้มาเป็น ความเข้าใจตามความเป็นจริง
โดยมีสติปัญญาเป็นผู้คอยกลั่นกรองให้เห็นความสงบนิ่งของใจแทน

แล้ววันหนึ่งที่ฝึกฝนจนสอบผ่านเราย่อมมีจิตใจที่แข็งแกร่งเป็นของตัวเอง
ซึ่งจะเป็นเครื่องนำพาให้เราได้เดินไปสู่ชีวิตที่สงบสุข
และมีความงามของการสร้างสรรค์
ดั่งคนที่ไร้ทุกข์ทางจิตอย่างถาวร

เมื่อถึงวันนั้น ความทุกข์ที่เคยเหยียบย่ำให้เจ็บช้ำ
ก็จะกลายเป็นครูสอนให้ เราฉลาดขึ้น
และทำให้เรากล้าที่จะก้าวข้ามปัญหา
เพื่อไปสู่การเกิดปัญญาชนิดใหม่
ที่จะทำให้เราเป็นผู้ขึ้นไปยืนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างสง่างาม

บางบทจาก…หนังสืออย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น โดย: ชุติปัญโญ
สำนักพิมพ์ใยไหม

Advertisements

7 Responses so far »

  1. 1

    ณัฐธิดา นฤนาทดำรงค์ ม.4/1 เลขที่ 20 said,

    อย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น …

    บทความนี้เป็นบทความที่หนูเลี่ยงคอมเม้นตลอด เพราะยาวมาก T^T
    แต่สุดท้ายหนูก็อ่านมันจบจนได้ค่ะ ^^”

    แรกๆที่อ่าน … เค้าว่ากันว่า ความทุกข์ของผู้อื่น เรามองมันเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อคนๆนั้นผ่านมันไปไม่ได้ เราจะมองเขาว่า ปัญหาเล็กๆแค่่นี้เอง ทำไมถึงผ่านมันไปไม่ได้
    เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเอง ถึงได้เข้าใจว่า ปัญหาที่ใึีครๆเผชิญอยู่นั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องลำบากที่เราจะฝ่าฟันมันไป
    หัดเปิดใจรับเอาความทุกข์เข้ามาบ้าง ให้มันเป็นบทเรียนแก่ชีวิต ได้รู้จัก ‘ความทุกข์’ สักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงชีวิต เมื่อใดที่เราได้รู้สึกความทุกข์ เมื่อเรามีความสุข เราก็จะรู้สึกว่า ความสุขในช่วงเวลานั้น เป็นสิ่งที่มีค่ามากมายเหลือเกิน

    หลายคนก็มีวิธีการหลีกเลี่ยงความทุกหลายทาง บางคนซื้อเพชรพลอยมาสะสมไว้เป็นความสุขส่วนตัว บางคนเครียดเรื่องงาน ก็นั่งฟังเพลงคลายเครียด(นี่แหละเรา!!) มันสามารถเลี่ยงความทุกข์ได้เฉพาะช่วงเวลานั้นเท่านั้น มันไม่สามารถหลบเลี่ยงความทุกข์ได้อย่างแท้จริง

    สิ่งที่ทำได้คือพยายามเข้าใจชีวิต มองให้เห็นสัจธรรมในชีวิต
    ……..

    ปลงนั่นเอง = = (๕๕)
    ไม่ใช่ละๆ ^^”

    ขอบพระคุณพระอาจารย์ค่ะ สำหรับบทความดีๆ ย้าวยาววววว แบบนี้

    ^____________________^”

  2. 2

    ด.ญ.อภิรยา เลิศวิราม ม.1/5 said,

    “เหตุผลหลักที่ทำให้เจ้าชายผู้เคยอยู่สุขสบายในทางโลก
    ได้เลือกเปลี่ยนมาอยู่กับความสุขสงบทางธรรม
    เพราะพระองค์ได้เรียนรู้ว่า…
    ตราบใดที่ชีวิตยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่
    แม้วันนี้อาจรู้สึกว่ายังสุขสบายดี แต่หากความสุขนั้นเป็นของปลอม
    เราย่อม บ่ายหน้าไปสู่ความทุกข์ในครั้งใหม่เช่นเดิม”

    พระพุทธองค์ขนาดได้นิพพานแล้ว คิดอย่างนี้ได้นี่สุดยอดไปเลยนะคะ

    ปล. เดี๋ยวไม่ไปเรียนหนังสือละ จะออกไปบวชเลยดีมั้ยเนี่ย !

  3. 3

    กราบนมัสการค่ะพระอาจารย์

    หนูคิดว่ามันไม่ใช่เพราะผู้คนเลี่ยงความทุกข์หรอกค่ะ

    แต่จริงๆแล้วมันเป็น”วิธีหนึ่ง”ในการแก้ไขความทุกข์ของพวกเขา

    ความทุกข์เกิดจากการมีปัญหา

    และแต่ละคนมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไป

    การแก้ปัญหาที่นิยมกันมากคือการทำสิ่งอื่นๆเพื่อให้ลืมมันไป

    หนูยอมรับนะคะว่ามันก็คือการเลี่ยงดีๆนี่เอง

    แต่ถึงเลี่ยงยังไงมันก็ไม่พ้นหรอกค่ะ

    หนูจึงถือว่านี่คือวิธีการแก้ปัญหาของพวกเขา(และบางทีก็ของหนูด้วย)

    ความจริงแล้วหนูถือว่ามันคือการตั้งหลักด้วยซ้ำนะคะ

    เพราะเราได้ลองถอยออกมา 1 ก้าวจากความทุกข์เพื่อลองมองมันในมุมที่กว้างขึ้น

    แต่วิธีนี้มันสร้างความเจ็บปวดยาวนานค่ะ

    กว่าเราจะแก้มันได้

    จิตใจเราก็หม่นหมองเกินกว่าจะยินดีกับการแก้ปัญหาที่สำเร็จลุล่วง

    แต่อีกวิธีที่หนูแนะนำคือ

    ลุยกับมันไปตรงๆเลยค่ะ

    ไม่ต้องเลี่ยง ไม่ต้องไปกลัว

    ค้นหาต้นเหตุของความทุกข์ และจัดการกับมันให้ได้

    ถึงแม้มันจะเจ็บปวดเจียนตาย

    แต่เมื่อเราแก้มันลงได้

    ความสุขมันก็จะเอ่อล้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

    กราบนมัสการลาค่ะพระอาจารย์

  4. 4

    วิทธพล ลิมป์ธารสกุล ม.4/3 เลขที่ 41 (เลขทีใหม่นะคับ) said,

    กราบนมัสการครับพระอาจารย์

    ได้ อ่านบทความเรื่อง ขอเพียงอย่านำดวงใจไปให้ใครเหยียบเล่น
    เป็นบทความแรกของผม โดนใจ มากครับ มีความจริงที่เรา คิดอย่างนั้นจริงๆๆ
    เช่น การเห็นปัญหาของผู้อื่นไม่ค่อยมีความสำคัญ ต่อเรามาก แต่พอมาเป็นปัญหาของเราซะเองเรากลับคิดว่า มันเป็นปัญหาที่ยากที่จะผ่านไปได้ และบทความยังอธิบายว่า การที่เรามีความทุกข์นั้นเราคิดว่ามันเป็นการยากที่จะฝ่ามันไปได้ ก็เป็นเพราะเรานั้นอาจไม่ยอมรับความเป็นจริงในชีวิต ดังนั้น ถ้าเรา ต้องการความสุขที่แท้จริง หรือความสุขตลอด คือการยอมรับความเป็นจริงในชีวิตของเราให้ได้และอยู่กับมัน (การเป็นผู้ยอมจำนน)
    กระผม ว่า บทความนี้มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา มากเช่นกัน เพราะเป็นการลดทิษฏิของคนด้วยและยังเป็นการสอนให้คนเรารู้จักการแก้ปัญหาในชีวิต
    แต่ผมได้ความคิด ว่า พอเรา มีความสุขแล้ว ความสุขหายไปก็จะกลายเป็นความทุกข์ แต่ พอเราสามารถแก้ปัญหาที่ทำให้เิกดความทุกข์ได้ ความสุขก็จะบังเิกิดอีกครั้ง(มันคลัายวัฏจักร ประมานนนี้)

    กราบนมัสการลาครับพระอาจารย์

  5. 5

    Boonyawee 4/1 said,

    หลังจากผ่านความเหน็บหนางทั้งคืน
    ความร้อนของดวงตะวันย่อมไม่เป็นที่รังเกียจ
    ความทุกข์บางอย่าง
    สอนให้รู้จักคุณของความสุขบางอย่าง
    ที่เราอาจเคยมองข้ามไป

    การนิพพาน
    ไม่ใช่การสละได้ซึ่งทุกสิ่ง
    ไม่ใช่การตัดกิเลสตัณหาออกจากใจ
    ไม่ได้อยู่ที่การตัดภาระอันหนักอึ้งออกจากกาย
    แต่อยู่ที่การรู้เห็นในสิ่งที่อยู่เหนือจิตใจ
    และรู้แจ้งถึงสิ่งที่อยู่ภายในความเป็นตัวเอง

  6. 6

    ;DD 4/2 เลขที่ 21 (เลขที่ใหม่) said,

    มีสุขก็ต้องมีทุกข์
    มีทุกข์ก็ต้องมีสุข

    วันนี้เราร้องไห้
    พรุ่งนี้เราอาจจะหัวเราะ
    และวันมะรืนเราอาจจะต้องกลับมาร้องไห้อีกครั้ง

    ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
    ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง
    จะสมหวัง จะเสียใจ ก็ยากที่จะคาดเดา

    ขอเพียงทำให้ดีที่สุด
    ทำให้ตัวเองภูมิใจว่าได้พยายามแล้ว
    เพราะว่า
    ความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำหนดให้มันเป็น
    ^^

    กราบนมัสการลาเจ้าค่ะพระอาจารย์

  7. 7

    บทกลอนยาวมาก แต่ความหมายดีค่ะ


Comment RSS

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: